ตอนที่ 7: แปด
ภายในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์หลัก แผ่นบาง ๆ หลายหมื่นล้านล้านแผ่นถูกนำมาซ้อนกันขึ้นตามลำดับเดิม และไม่นานนัก พวกมันก็ประกอบร่างขึ้นเป็นกลุ่มลูกโป่งเสมือน ท่ามกลางจักรวาลดิจิทัลอันกว้างใหญ่ไพศาลภายในคอมพิวเตอร์ สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นบนดาวเคราะห์ดวงนี้ก็มีสำเนาที่แม่นยำเที่ยบตรงทุกประการขึ้น "เริ่มการทดสอบอารยธรรมระดับ 3C!" ภายในจักรวาลดิจิทัล คอมพิวเตอร์ระบุตำแหน่งอวัยวะแห่งความคิดของลูกโป่งได้อย่างเฉียบคมแม่นยำ มันคือวัตถุทรงวงรีชิ้นหนึ่งที่แขวนลอยอยู่ท่ามกลางข่ายเส้นประสาทอันสลับซับซ้อนภายในตัวลูกโป่ง คอมพิวเตอร์วิเคราะห์โครงสร้างของสมองนี้ได้ในชั่วพริบตา และข้ามผ่านประสาทสัมผัสชั้นต่ำทั้งหมด สร้างอินเทอร์เฟซรับส่งข้อมูลความเร็วสูงกับมันโดยตรง การทดสอบอารยธรรมจะสุ่มเลือกโจทย์ขึ้นจากฐานข้อมูลขนาดมโหฬาร หากผู้รับการทดสอบตอบถูกได้สามข้อจากจำนวนนั้น ก็ถือว่าผ่านการทดสอบ หากสามข้อแรกไม่สามารถตอบถูกได้ ผู้ทำการทดสอบมีสองทางเลือก คืออาจถือว่าการทดสอบไม่ผ่าน หรือไม่ก็ทดสอบต่อไปโดยไม่จำกัดจำนวนข้อ จนกว่าจำนวนข้อที่ผู้ถูกทดสอบตอบถูกจะถึงสามข้อ จึงจะถือว่าผู้นั้นผ่านการทดสอบ "โจทย์ทดสอบอารยธรรม 3C ข้อที่ 1 จงบรรยายหน่วยองค์ประกอบที่เล็กที่สุดของสสารที่พวกเจ้าได้สำรวจค้นพบมาแล้ว" "ติ๊ดติ๊ด ตู๊ดตู๊ดตู๊ด ติ๊ดติ๊ดติ๊ดติ๊ด" ลูกโป่งกล่าวตอบ "ข้อที่ 1 ไม่ผ่านการทดสอบ โจทย์ทดสอบอารยธรรม 3C ข้อที่ 2 พวกเจ้าสังเกตเห็นลักษณะเด่นอย่างไรจากทิศทางการไหลของพลังงานความร้อนในวัตถุ ทิศทางการไหลเช่นนี้ย้อนกลับได้หรือไม่ “ "ตุ๊ดตุ๊ดตุ๊ด ติ๊ดติ๊ด ติ๊ดตุ๊ดตุ๊ด" ลูกโป่งกล่าวตอบ "ข้อที่ 2 ไม่ผ่านการทดสอบ โจทย์ทดสอบอารยธรรม 3C ข้อที่ 3 อัตราส่วนระหว่างเส้นรอบวงกับเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลมเป็นเท่าใด" "ติ๊ดติ๊ดติ๊ดติ๊ดตุ๊ดตุ๊ดตุ๊ดตุ๊ดตุ๊ด" ลูกโป่งกล่าวตอบ "ข้อที่ 3 ไม่ผ่านการทดสอบ โจทย์ทดสอบอารยธรรม 3C ข้อที่ 4... "พอแค่นี้เถอะ" เมื่อโจทย์ทดสอบครบ 10 ข้อ ผู้ว่าการสูงสุดกล่าว "เวลาของพวกเราไม่มาก" เขาหันตัวไปทำสัญญาณเบา ๆ ให้แม่ทัพกองเรือที่ยืนอยู่ด้านข้าง "ยิงภาวะเอกฐาน*!" แม่ทัพกองเรือออกคำสั่ง ความจริงแล้วภาวะเอกฐาน*ไม่มีขนาดเลย มันคือจุดเรขาคณิตในความหมายที่เคร่งครัด แม้แต่อะตอมเพียงหนึ่งเมื่อเทียบกับมันก็ยังถือว่าใหญ่เป็นอนันต์ ภาวะเอกฐาน*ที่ใหญ่ที่สุดมีมวลมากกว่าหมื่นล้านตัน ส่วนที่เล็กที่สุดก็ยังมีมวลถึงหลายสิบล้านตัน เมื่อภาวะเอกฐาน*หนึ่งหน่วยไถลออกมาตามรางนำอันยาวเหยียดจากห้องอาวุธของยานแดง 69012 ก็จะมองเห็นลูกทรงกลมที่เปล่งแสงเรืองรองจาง ๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึงหลายร้อยเมตร ซึ่งแสงเรืองรองนั้นก็คือรังสีที่เกิดขึ้นเมื่อฝุ่นละอองในอวกาศโดยรอบถูกดูดกลืนเข้าสู่หลุมดำจิ๋วนี้ ต่างจากหลุมดำที่เกิดจากการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ หลุมดำขนาดเล็กเหล่านี้ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของการกำเนิดเอกภพ มันคือแบบจำลองขนาดย่อของเอกภพภาวะเอกฐานในยุคก่อนบิกแบง ทั้งสหพันธ์คาร์บอนและจักรวรรดิซิลิคอนต่างมีกองยานขนาดมหึมา ออกตระเวนรวบรวมหลุมดำจิ๋วเหล่านี้ในทะเลทรายมืดมนนอกระนาบดาราจักรทางช้างเผือก เผ่าพันธุ์บนดาวเคราะห์มหาสมุทรบางดวงเรียกกันเล่น ๆ ว่ากองยานเหล่านี้เป็น “กองเรือประมงทะเลลึก” ส่วนสิ่งที่กองยานเหล่านี้นำกลับมา คือหนึ่งในอาวุธที่น่าเกรงขามที่สุดในทางช้างเผือก และเป็นอาวุธเพียงชนิดเดียวจนถึงปัจจุบันที่สามารถทำลายดาวฤกษ์ได้ เมื่อภาวะเอกฐาน* หลุดพ้นจากรางปล่อย มันจะเร่งความเร็วไปตามลำสนามแรงที่ยานแม่ส่งออกมา มุ่งตรงเข้าหาดาวฤกษ์เป้าหมาย ผ่านไปไม่นานนัก หลุมดำที่เหมือนเม็ดฝุ่นนี้ก็พุ่งเข้าสู่มหาสมุทรเพลิงบนพื้นผิวดาวฤกษ์ด้วยความเร็วสูง ลองนึกภาพหลุมลึกรัศมีหนึ่งร้อยกิโลเมตรปรากฏขึ้นกลางมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างกะทันหัน ก็จะพอเห็นภาพสถานการณ์ในขณะนั้นได้คร่าว ๆ สสารจำนวนมหาศาลจากดาวฤกษ์เริ่มถูกดูดกลืนเข้าสู่หลุมดำ กระแสสสารอันเชี่ยวกรากไหลบรรจบจากทุกทิศทางเข้าสู่จุดเดียวแล้วหายวับไปตรงนั้น การแผ่รังสีที่เกิดจากการดูดกลืนสสารทำให้เกิดก้อนแสงเจิดจ้าบนพื้นผิวดาวฤกษ์ ราวกับดาวฤกษ์สวมแหวนเพชรที่ระยิบระยับเรืองรอง ขณะที่หลุมดำจมลงสู่ภายในของดาวฤกษ์ ก้อนแสงก็หรี่แสงลง จึงมองเห็นมันอยู่ใจกลางน้ำวนขนาดมหึมาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายล้านกิโลเมตร น้ำวนยักษ์นั้นกระจายแสงเจิดจ้าของก้อนแสงออกมา หมุนตัวอย่างเชื่องช้า พร้อมแสดงสีสันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ดาวฤกษ์เมื่อมองจากทิศทางนี้ดูคล้ายใบหน้ายักษ์ที่น่าสยองขวัญ ไม่นานก้อนแสงก็หายไป น้ำวนค่อย ๆ จางหายไป พื้นผิวดาวฤกษ์ดูเหมือนกลับคืนสู่สีสันและความสว่างเดิมอีกครั้ง แต่นั่นเป็นเพียงความสงบครั้งสุดท้ายก่อนการถูกทำลาย เมื่อหลุมดำจมลงสู่แกนกลางของดาวฤกษ์ ผู้กลืนกินอันโลภมากนี้ยิ่งกลืนกินสสารรอบ ๆ ที่มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม ปริมาณสสารของดาวฤกษ์ที่มันดูดเข้าไปในหนึ่งวินาทีอาจมีมากถึงหลายร้อยดวงของดาวเคราะห์ขนาดกลาง รังสีทรงพลังมหาศาลที่เกิดจากการดูดกลืนปริมาณมโหฬารของหลุมดำได้แผ่ลามไปสู่พื้นผิวของดาวฤกษ์ แต่ด้วยการขวางกั้นของสสารภายในดาวฤกษ์ จึงมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มาถึงพื้นผิว ส่วนรังสีที่เหลือได้ทิ้งพลังงานของมันเอาไว้ภายในดาวฤกษ์ พลังงานนี้กำลังสร้างความเสียหายแก่ทุกเซลล์ของดาวฤกษ์อย่างรวดเร็ว ดึงมันทั้งดวงออกจากสภาวะสมดุลไปอย่างฉับไว เมื่อมองจากภายนอก สีสันของดาวฤกษ์กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง จากสีแดงอ่อนกลายเป็นสีเหลืองสว่าง จากสีเหลืองสว่างกลายเป็นสีเขียวสดใส จากสีเขียวกลายเป็นสีฟ้าครามสะอาดราวกับผ่านการชะล้างมา และจากสีฟ้าครามกลายเป็นสีม่วงอันน่าสยอง ขณะนั้น พลังงานรังสีที่เกิดจากหลุมดำตรงศูนย์กลางของดาวฤกษ์ได้มีมากเหนือกว่าพลังงานที่ดาวฤกษ์เปล่งออกมาเองอย่างมหาศาล ในขณะที่พลังงานยิ่งกว่าล้นออกมาจากดาวฤกษ์ในรูปของแสงนอกเหนือช่วงที่ตามองเห็น สีม่วงนั้นก็ยิ่งเข้มลึกขึ้นเรื่อย ๆ ดาวฤกษ์ดวงนี้ดูราวกับวิญญาณหนึ่งท่ามกลางอวกาศที่กำลังอดทนต่อความทรมานอย่างสุดประมาณ ความทุกข์ทรมานนั้นเพิ่มพูนขึ้นอย่างฮวบฮาบ สีม่วงเข้มลึกถึงขีดจำกัดสุดที่จะเข้มได้แล้ว ดาวฤกษ์ดวงนี้ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงในการเดินทางผ่านช่วงเวลาอีกหลายพันล้านปีข้างหน้าของมันให้จบสิ้นลง แสงจ้าที่เหมือนจะกลืนกินทั้งจักรวาลเปล่งวาบขึ้น แล้วค่อยๆ จางหายไป ณ ตำแหน่งที่ดาวฤกษ์ดวงนั้นเคยอยู่ จะเห็นเปลือกบางรูปทรงกลมกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดุจลูกโป่งที่ถูกเป่าให้พองออก นั่นคือผิวนอกของดาวฤกษ์ที่ถูกระเบิดกระเด็นออกมา เมื่อปริมาตรของเปลือกบางนั้นขยายใหญ่ขึ้น มันก็กลายเป็นโปร่งใส ทำให้มองเห็นเปลือกบางทรงกลมที่สองซึ่งกำลังขยายตัวอยู่ภายใน จากนั้นก็เห็นเปลือกที่สามที่ลึกเข้าไปอีก . . . . . . ดาวฤกษ์ที่กำลังระเบิดอยู่นี้ ช่างดุจชุดลูกแก้วแกะสลักลวดลายโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นพลันในหมู่ดวงดาว ซ้อนกันทีละชั้น โดยเปลือกบางชั้นที่ลึกที่สุดก็มีปริมาตรมากถึงหลายแสนเท่าของปริมาตรเดิมของดาวฤกษ์ เมื่อเปลือกนอกที่กำลังขยายชั้นแรกของดาวที่ระเบิดพุ่งผ่านดาวเคราะห์สีส้มอมเหลืองดวงนั้น มันก็ระเหยกลายเป็นไอทันที ที่จริงแล้วในฉากอันงดงามตระการตาของการระเบิดครั้งนี้ทั้งหมด แทบจะมองไม่เห็นมันเลยด้วยซ้ำ เพราะเทียบกับเปลือกดาวที่กำลังขยายออกแล้ว มันเป็นเพียงเมล็ดฝุ่นเม็ดเล็กๆ ที่ไม่น่าสนใจ ขนาดของมันแม้แต่จะเป็นจุดเล็กๆ หนึ่งจุดบนลูกแก้วแกะสลักลวดลายหลายชั้นนั้นยังไม่ถึง “พวกเจ้ารู้สึกท้อแท้กันหรือ?” ผู้บัญชาการกองยานถาม เขามองเห็นสนามปัญญาของผู้ว่าการสูงสุดและวุฒิสมาชิกมืดลง “โลกที่มีชีวิตอีกโลกหนึ่งก็พินาศลงแล้ว เหมือนหยดน้ำค้างใต้แสงแดดแผดเผา” “งั้นขอให้ท่านลองนึกถึงยุทธการอันยิ่งใหญ่แห่งวงแขนก้นหอยที่สองดูสิ เมื่อซูเปอร์โนวากว่าสองพันดวงถูกจุดชนวนระเบิดขึ้น โลกเช่นนี้ถึงหนึ่งแสนสองหมื่นโลกได้กลายเป็นไอไปพร้อมกับกองยานของทั้งฝ่ายคาร์บอนและฝ่ายซิลิกอน ท่านผู้ว่าการ ถึงวันนี้เราควรก้าวข้ามความโศกเศร้าอ่อนไหวไร้แก่นสารแบบนี้ได้แล้ว” วุฒิสมาชิกไม่เอาใจใส่คำพูดของผู้บัญชาการกองยาน หันไปกล่าวกับผู้ว่าการสูงสุดว่า “วิธีตรวจสอบด้วยการสุ่มจุดบนพื้นผิวดาวเคราะห์แบบนี้ไม่น่าเชื่อถือ อาจมองข้ามร่องรอยอารยธรรมบนพื้นผิวดาวเคราะห์ได้ เราควรทำการตรวจสอบแบบครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด” ผู้ว่าการสูงสุดกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าก็เคยหารือกับสภาแล้ว ดาวฤกษ์ที่เราต้องทำลายในเขตกักกันมีจำนวนนับร้อยล้านดวง คาดว่าในนั้นมีระบบดาวเคราะห์ราวสิบล้านระบบ จำนวนดาวเคราะห์อาจมากถึงห้าสิบล้านดวง เวลาของเราเร่งด่วนนัก การตรวจสอบครอบคลุมพื้นที่ของดาวเคราะห์ทุกดวงเป็นสิ่งที่ไม่สมเป็นไปได้ เราทำได้เพียงขยายลำคลื่นตรวจจับให้กว้างขึ้นเท่าที่จะทำได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ครอบคลุมของจุดสุ่มตรวจ นอกจากนี้ก็ทำได้เพียงภาวนาให้อารยธรรมที่อาจดำรงอยู่ในเขตกักกันเหล่านั้นกระจายตัวอยู่บนพื้นผิวดาวของตนอย่างสม่ำเสมอที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” “ต่อไปพวกเราจะเรียนเรื่องกฎการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน. . . . . . “ เขาร้อนใจดั่งไฟเผา พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสอนเด็ก ๆ ให้ได้มากที่สุดภายในเวลาอันจำกัด “ความเร่งของวัตถุหนึ่งจะแปรผันตรงกับแรงที่กระทำต่อมัน และแปรผันผกผันกับมวลของมัน ก่อนอื่น ความเร่ง ก็คืออัตราการเปลี่ยนแปลงของความเร็วตามเวลา มันต่างจากความเร็ว ความเร็วมากไม่ได้แปลว่าความเร่งต้องมาก และความเร่งมากความเร็วก็ไม่จำเป็นต้องมากเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น วัตถุหนึ่งขณะนี้มีความเร็ว 110 เมตรต่อวินาที พอ 2 วินาทีต่อมาความเร็วเป็น 120 เมตรต่อวินาที ความเร่งของมันก็คือ 120 ลบ 110 หารด้วย 2 เท่ากับ 5 เมตรต่อวินาที โอ๊ะ เปล่า ต้องเป็น 5 เมตรต่อวินาทีกำลังสอง ส่วนอีกวัตถุหนึ่งขณะนี้มีความเร็ว 10 เมตรต่อวินาที พอ 2 วินาทีต่อมาความเร็วเป็น 30 เมตรต่อวินาที ความเร่งของมันก็คือ 30 ลบ 10 หารด้วย 2 เท่ากับ 10 เมตรต่อวินาทีกำลังสอง ดูสิ วัตถุตัวหลังแม้ความเร็วจะน้อยกว่า แต่ความเร่งกลับมากกว่า! อ๋อ เมื่อกี้พูดถึงเรื่องกำลังสอง กำลังสองก็คือการเอาจำนวนหนึ่งคูณกับตัวมันเอง. . . . . .” (ยังไม่จบ)