ตอนที่ 3: สี่
ซิ่วซิ่วเป็นสาวเพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่ยังไม่ได้แต่งงานออกไปนอกภูเขา อาจเป็นเพราะเธอไม่เคยออกจากถิ่นภูเขาเลย กลัวโลกด้านนอก หรือไม่ก็อาจเป็นด้วยเหตุผลอื่นใดสักอย่าง เขากับซิ่วซิ่วคบหากันมากว่าสองปี ช่วงท้ายๆ ดูเหมือนเรื่องจะสำเร็จเป็นจริงได้แล้ว ทางบ้านซิ่วซิ่วก็เป็นคนมีเหตุผล ขอแค่เงินสินสอด "เงินค่าปวดท้อง" จำนวนหนึ่งพันห้าร้อยหยวนเท่านั้น (หมายเหตุ: ชื่อเรียกสินสอดหมั้นอย่างหนึ่งในพื้นที่ชนบทบางแห่งของภาคตะวันตกเฉียงเหนือ หมายความว่าเป็นค่าชดเชยแก่แม่ที่ต้องปวดท้องให้กำเนิดลูกสาว) แต่ต่อมา ชาวบ้านบางคนที่ออกไปทำงานรับจ้างต่างถิ่นก็หาเงินได้กลับมา เอ่อร์ตั้นซึ่งอายุเท่ากับเขา แม้ไม่รู้หนังสือแต่สมองก็ไว ไปทำงานที่เมืองด้วยการเข้าไปล้างเครื่องดูดควันในครัวให้ทีละบ้านสองบ้าน สิ้นปีหนึ่งกลับทำเงินได้ตั้งเกือบหมื่นหยวน เมื่อสองปีก่อนเอ่อร์ตั้นกลับมาอยู่หนึ่งเดือน ไม่รู้เพราะอะไร ซิ่วซิ่วก็เลยไปคบกับเอ่อร์ตั้นคนนี้ ทั้งครอบครัวของซิ่วซิ่วล้วนเป็นคนตาดีแต่ไม่รู้หนังสือ บนผนังดินอัดหยาบกร้านภายในบ้าน นอกจากเมล็ดแตงที่ผสมดินโคลนปั้นเป็นก้อนกลมๆ แปะไว้เป็นกลุ่มก้อนแล้ว ยังมีรอยขีดยาวบ้างสั้นบ้าง นั่นคือบัญชีที่พ่อของเธอจดไว้ตลอดหลายปีมานี้... ซิ่วซิ่วไม่เคยได้เรียนหนังสือ แต่ตั้งแต่เด็กก็มีความรู้สึกดีต่อผู้ที่รู้หนังสือ นี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เธอคบกับเขา แต่แล้วน้ำหอมราคาถูกหนึ่งขวดกับสร้อยคอชุบทองหนึ่งเส้นของเอ่อร์ตั้น ก็ทำให้ความรู้สึกดีงามนั้นมลายหายไปจนหมดเกลี้ยง "รู้หนังสือก็หากินไม่ได้จริง ๆ" ซิ่วซิ่วพูดกับเขา ทั้งที่เขารู้ดีว่าการรู้หนังสือเอาไว้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้จริง แต่พอมานับกันเฉพาะที่ตัวเขา การกินอยู่ของเขากลับแย่กว่าเอ่อร์ตั้นอยู่ห่างเหลือเกิน เขาจึงไม่มีปากจะแย้งสิ่งใด ซิ่วซิ่วเห็นท่าทางอย่างนั้นของเขา ก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งไว้แต่กลิ่นน้ำหอมที่ทำให้เขาต้องย่นจมูก หนึ่งปีหลังจากแต่งงานกับเอ่อร์ตั้น ซิ่วซิ่วก็เสียชีวิตตอนคลอดลูก เขายังจำหมอตำแว้นคนนั้นได้ดี เอาพวกมีดเสียมขึ้นสนิมกรังไปเผาบนไฟสักครู่แล้วก็ดุนเข้าไปข้างใน ซิ่วซิ่วช่างชะตากรรมร้ายนัก เลือดไหลออกมานองเต็มอ่างทองแดง แล้วก็สิ้นใจไปเสียก่อนระหว่างทางนำส่งโรงพยาบาลอำเภอ ตอนจัดงานมงคลสมรส เอ่อร์ตั้นเทเงินไปสามหมื่นหยวน หรูหราอลังการที่สุดในหมู่บ้านเลยทีเดียว แต่ทำไมเชียวเขากลับเสียดายเงินไม่ยอมจ่ายสักหยิบมือเพื่อพาซิ่วซิ่วไปคลอดที่โรงพยาบาลอำเภอ? ภายหลังเมื่อเขาได้สืบดู ค่าใช้จ่ายเรื่องแบบนี้โดยทั่วไปก็แค่สองสามร้อยหยวน ก็แค่สองสามร้อยหยวนเองนะ แต่ในหมู่บ้านก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร คลอดลูกไม่เคยพากันไปโรงพยาบาล ดังนั้นจึงไม่มีใครตำหนิเอ่อร์ตั้น ซิ่วซิ่วก็ชะตาอย่างนี้เอง หลังจากนั้นเขาได้ยินมาว่า เทียบกับแม่ของเอ่อร์ตั้นแล้ว เธอก็ยังนับว่าโชคดี ตอนคลอดเอ่อร์ตั้นเป็นภาวะคลอดยาก พ่อของเอ่อร์ตั้นได้ยินจากปากผู้ช่วยคลอดว่าเป็นทารกชาย จึงตัดสินใจว่าจะเอาแค่เด็กเท่านั้น แม่ของเอ่อร์ตั้นจึงถูกวางให้นั่งบนหลังลา ปล่อยให้ลาตัวนั้นเดินวนไปเป็นรอบ ๆ จนในที่สุดก็บีบเอ่อร์ตั้นออกมาได้ คนที่ได้เห็นเหตุการณ์ในตอนนั้นเล่าว่า เลือดไหลแฉกเป็นวงกลมเต็มไปหมดทั้งลานบ้าน…… คิดถึงตรงนี้เขาก็ทอดถอนหายใจยาว ความงมงายและความสิ้นหวังที่แผ่ปกคลุมบ้านเกิดของเขาทำให้เขาอึดอัดแทบหายใจไม่ออก แต่เด็ก ๆ ก็ยังพอมีความหวัง เด็ก ๆ เหล่านั้นที่นั่งจ้องกระดานดำใต้แสงเทียนไขอยู่ในห้องเรียนเย็นเยียบในค่ำคืนฤดูหนาว เขาก็คือเทียนแท่งนั้น ไม่ว่าจะจุดได้นานเพียงใด แสงที่ส่องออกมาจะสว่างเพียงไหน อย่างน้อยเขาก็นับว่าได้ลนเทียนไปตั้งแต่ต้นจนจบทั้งแท่งแล้ว เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินต่อไป เดินไปได้ไม่ไกลนักก็เลี้ยวเข้าร้านหนังสือแห่งหนึ่ง อย่างเมืองนี่ก็ดีจริง ๆ ยังมีร้านหนังสือเปิดขายกลางดึกอีกด้วย นอกจากค่าโดยสารขากลับแล้ว เขาเอาเงินที่มีติดตัวทั้งหมดไปซื้อหนังสือ เพื่อเติมเต็มห้องสมุดเล็ก ๆ ในโรงเรียนประถมชนบทของเขา กลางดึก เขาถือหนังสือหนักอึ้งสองมัด ก้าวขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางกลับบ้าน (ยังไม่จบ)